วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

UH-1 (Huey)



   รูปร่างของเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1   คุ้นเคยกับเด็กๆไทยในชนบท อย่างสนิทสนม เสียงใบพัดตัดอากาศของมันเรียกร้องให้เด็กๆเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เด็กเหล่านั้นไม่ทราบว่ามันบินมาจากไหน แต่เมื่อมันร่อนลงจอด บนสนามหญ้าหน้าโรงเรียน มันเสมือนเป็นแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดทำให้เด็กไทย ต้องแย่งกรูกันเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด โดยที่ฝุ่นยังไม่ทันจาง มันได้สร้างความฝันให้แก่เด็กไทย ไม่น้อยไปกว่าเครื่องบินไอพ่นของคนเมือง แต่อย่างใด
  
 เมื่อได้ย้อนรอย กลับไปดูประวัติการรบของเฮลิคอปเตอร์ UH-1 ลำนี้แล้ว นักรบทุกคน ต่างยกย่องมัน ด้วยความสดุดี มันเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญในสงครามเวียดนาม การปะทะในแนวหน้า ไม่เพียงแต่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบิน C-130 เข้าร่วมแล้ว เฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1   คือ ตัวแทนกองทัพบกสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมรบกันอยู่ อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ และจากนั้นต่อมาสงครามการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย เฮลิคอปเตอร์ UH-1 ซึ่งกองทัพไทยได้รับมาจากผลพวงของสงครามเวียดนาม ถูกใช้เป็นอากาศยานหลักของกองทัพบกไทย ในการปฏิบัติการต่างๆ ทั้งในทางลับ ทางลึก และการเคลื่อนพลขนาดใหญ่   เฮลิคอปเตอร์ UH-1 มันได้เคยนำทหารไทยเข้าสู่สนามรบ พร้อมกับนำร่างทหารที่

             บาดเจ็บออกมารักษาตัว ห้องนักบินและพื้นระวางบรรทุกของ UH-1 เคยนองไปด้วยเลือดของเพื่อนทหารที่อุทิศชีวิตเพื่อชาติ เคยนำร่างไร้วิญญาณของทหารกลับไปสู่อ้อมอกแม่ ว่างเว้นจากการศึกสงครามมันได้นำนักกระโดดร่มขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อสร้างสีสันในงานวันเด็ก แล้ววนลงกลับมาจอดให้เด็กไทยได้สัมผัส กระทั่งในยามที่พี่น้องคนไทประสบ

             ภัยพิบัติ UH-1 ยังเคยได้นำความช่วยเหลือไปส่งให้ อย่างมิได้ขาด   เฮลิคอปเตอร์ UH-1 ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพต่างๆเป็นจำนวนมาก ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน มีการปรับปรุงและพัฒนาต่อมาหลายรุ่น เฮลิคอปเตอร์ UH-1 รุ่นแรกคือ ยุทโธปกรณ์ของทหารในแนวหน้า อย่างแท้จริง แต่เฮลิคอปเตอร์รุ่นหลัง กลับแตกต่างออกไป    จุดหักเหของเฮลิคอปเตอร์รุ่นหลัง ในกองทัพไทย เริ่มจากการโรยลาลงไปของภารกิจทางยุทธวิธี ซึ่งเคยเป็นหน้าที่หลัก เปลี่ยนไปเป็นม้าใช้เพื่อการเดินทางของบุคคลสำคัญ ทั้งในและนอกกองทัพ จิตวิญญาณของทหารได้เปลี่ยนไป บทบาทของ UH-1 จึงได้ถูกหักเปลี่ยนตามไปด้วย พื้นระวางบรรทุกของ UH-1 รุ่นหลังถูกปูด้วยพรมสะอาด จึงไม่อาจอนุญาตให้เด็ก

             ไทย เข้าไปดูได้ใกล้เหมือนเช่นเคยตำนานเฮลิคอปเตอร์UH-1   ตำนานของเฮลิคอปเตอร์UH-1 ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเบลล์ (Bell) แห่งสหรัฐอเมริกา ย้อนหลังไปในปีค.ศ1950 ช่วงสงครามเกาหลี บทบาทของเฮลิคอปเตอร์ยังไม่มากนัก เพราะข้อจำกัดทางด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ลูกสูบ มันจึงทำหน้าที่เพียงส่งกำลังบำรุงในระยะใกล้ และนำทหารบาดเจ็บออกจากพื้นที่การรบ เมื่อเครื่องยนต์ไอพ่นได้ถูกพัฒนาขึ้น มีสมรรถนะสูงขึ้น บริษัทเบลล์ จึงได้นำไปติดตั้งในเครื่องต้นแบบของตนคือ  XH-40 เพื่อทำหน้าที่แทนรถพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล    ในปี 1955 กองทัพบกสหรัฐฯ ร้องขอให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ พัฒนาเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ เพื่อใช้ในภารกิจการส่งกลับทางอากาศสายการแพทย์ (aeromedical evacuation) โดยเฉพาะ




   เฮลิคอปเตอร์ XH-40 ของเบลล์ในรุ่นตัวถัง Models 204 ใช้เครื่องยนต์ Lycoming T-53 ขนาด 850 แรงม้า เป็นผู้ได้รับเลือก มีใบพัดหลักสองกลีบ เป็นฮลิคอปเตอร์แบบแรกของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1956 พัฒนาต่อเนื่องจนเข้าสู่สายการผลิตในปี 1959 และถูกกำหนดรหัสในครั้งแรกให้เป็น HU-1 (Helicopter Utility ตามระเบียบของกองทัพบกสหรัฐ) แต่โดยทั่วไปมักคุ้นหูกันในนาม ฮิว-อี้(Huey)   ซึ่งสำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษพยัญชนะตัวเอช ตามด้วยเสียงสระอูของตัวยู และต่อด้วยเลขหนึ่ง(คล้ายตัวไอ) ทำให้ทหารอเมริกันอ่านออกเสียง HU-1 ด้วยความรวบรัดว่า ฮิว-อี้(Huey) ต่อมาในปี ค.ศ.1962 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดรหัสเรียกขานของอากาศยานทุกเหล่าในกองทัพ รหัสเรียกขานของฮิวอี้จึงเปลี่ยนมาเป็น UH-1(Utility Helicopter) พร้อมรหัสเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า Iroquois เป็นชื่อของชนเผ่าอินเดียนแดง ทางตอนเหนือในทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูนัก ส่วนในทางพาณิชย์-พลเรือนมันถูกเรียกว่า Bell 204/205 แต่โดยส่วนใหญ่ยังคงนึกถึงเกียรติประวัติของมันในนาม ฮิวอี้  
   UH-1 ประจำการอยู่ในทั้งสี่เหล่าทัพของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานกว่าสี่สิบปี ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลายเวอร์ชั่น และยังได้ถูกนำไปประจำการในกองทัพต่างๆ มากกว่าสี่สิบประเทศ ในภารกิจที่แตกต่างกัน อาทิ ภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือในหุบเขา การลำเลียงทหาร การโจมตีเป้าหมายภาคพื้น และในสงครามปราบเรือดำน้ำ
การพัฒนาและปรับปรุงรุ่นแรก
   Models 204 และ 205 ถือเป็นรุ่นหลัก ที่สร้างชื่อเสียงให้กับฮิวอี้   ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ เพียงเครื่องยนต์เดียว Models 204  พัฒนาต่อมาภายใต้รหัส  UH-1A, B, C, E, F, K, L, M และ  P  Model 205  มีขนาดใหญ่กว่า ได้รับการพัฒนาต่อมาภายใต้รหัส UH-1D, H, U, V, และ X ถูกผลิตขึ้นราว 9,000 ลำ

   เฮลิคอปเตอร์ XH-40 ของเบลล์ในรุ่นตัวถัง Models 204 ใช้เครื่องยนต์ Lycoming T-53 ขนาด 850 แรงม้า เป็นผู้ได้รับเลือก มีใบพัดหลักสองกลีบ เป็นฮลิคอปเตอร์แบบแรกของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1956 พัฒนาต่อเนื่องจนเข้าสู่สายการผลิตในปี 1959 และถูกกำหนดรหัสในครั้งแรกให้เป็น HU-1 (Helicopter Utility ตามระเบียบของกองทัพบกสหรัฐ) แต่โดยทั่วไปมักคุ้นหูกันในนาม ฮิว-อี้(Huey)   ซึ่งสำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษพยัญชนะตัวเอช ตามด้วยเสียงสระอูของตัวยู และต่อด้วยเลขหนึ่ง(คล้ายตัวไอ) ทำให้ทหารอเมริกันอ่านออกเสียง HU-1 ด้วยความรวบรัดว่า ฮิว-อี้(Huey) ต่อมาในปี ค.ศ.1962 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดรหัสเรียกขานของอากาศยานทุกเหล่าในกองทัพ รหัสเรียกขานของฮิวอี้จึงเปลี่ยนมาเป็น UH-1(Utility Helicopter) พร้อมรหัสเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า Iroquois เป็นชื่อของชนเผ่าอินเดียนแดง ทางตอนเหนือในทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูนัก ส่วนในทางพาณิชย์-พลเรือนมันถูกเรียกว่า Bell 204/205 แต่โดยส่วนใหญ่ยังคงนึกถึงเกียรติประวัติของมันในนาม ฮิวอี้  
   UH-1 ประจำการอยู่ในทั้งสี่เหล่าทัพของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานกว่าสี่สิบปี ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลายเวอร์ชั่น และยังได้ถูกนำไปประจำการในกองทัพต่างๆ มากกว่าสี่สิบประเทศ ในภารกิจที่แตกต่างกัน อาทิ ภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือในหุบเขา การลำเลียงทหาร การโจมตีเป้าหมายภาคพื้น และในสงครามปราบเรือดำน้ำ
การพัฒนาและปรับปรุงรุ่นแรก
   Models 204 และ 205 ถือเป็นรุ่นหลัก ที่สร้างชื่อเสียงให้กับฮิวอี้   ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ เพียงเครื่องยนต์เดียว Models 204  พัฒนาต่อมาภายใต้รหัส  UH-1A, B, C, E, F, K, L, M และ  P  Model 205  มีขนาดใหญ่กว่า ได้รับการพัฒนาต่อมาภายใต้รหัส UH-1D, H, U, V, และ X ถูกผลิตขึ้นราว 9,000 ลำ



UH-1A  (Bell model 204)  เข้าสู่สายการผลิตในปี 1956 ติดตั้งเครื่องยนต์ Lycoming T-53 -L-1A  ขนาด  850 แรงม้า มีความสามารถในการลำเลียงทหารได้  7 นาย ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 172 ลำ
UH-1B (Bell model 204B)  เข้าสู่สายการผลิตในปี 1960 ติดตั้งเครื่องยนต์ Lycoming T-53 หลายรุ่นซึ่งมีแรงม้าเพิ่มขึ้น  T53-L-5 ขนาด 960 แรงม้า, T53-L-9A ขนาด1100 แรงม้า,และ T53-L-11D ขนาด 1100 แรงม้า มีความสามารถในการลำเลียงทหารได้  9 นาย และยังได้รับการติดตั้งสายอากาศ FM เพื่อบอกทิศ มีจุดสังเกตุได้จากท่ออากาศวัดความเร็ว (pitot) ซึ่งติดตั้งไว้ที่ส่วนหน้า และยังมีหน้าต่างบานใหญ่ขึ้น มีความเร็วเดินทางประมาณ 105 ไมล์ต่อชั่วโมง (90 น็อต) ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 1,010 ลำ
UH-1C ในปีค.ศ.1965  ได้รับการปรับปรุงใบพัดหลัก มีรัศมีปฏิบัติการไกลขึ้น   UH-1C ติดตั้งเครื่องยนต์ Lycoming T53-L-11D ขนาด 1100 แรงม้าได้รับการปรับปรุงใบพัดหลักแบบ "540" ซึ่งไม่มีดุมถ่วงสมดุลย์ ซึ่งใช้งานในรุ่นอื่นต่อมา  UH-1C เป็นรุ่นเดียวที่มีฝาถังน้ำมันอยู่ทางด้านซ้ายของลำตัว ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 776 ลำ


UH-1D ติดตั้งเครื่องยนต์ Lycoming T53-L-13 ขนาด 1400 แรงม้า มีโครงสร้างลำตัวที่ใหญ่ขึ้น (Model 205) สังเกตุได้จากประตูใหญ่ขึ้น บานหน้าต่างแบบคู่ ได้รับการผลิตขึ้นเพื่อกองทัพบกสหรัฐฯจำนวน 2008 เครื่อง ตั้งแต่ปี 1967 มีความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 110 น๊อต รัศมีทำการ 293 ไมล์
UH-1E  ปรับปรุงมาจาก UH-1B เพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ (Marine Corps). ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 209 ลำ



จาก:




2 ความคิดเห็น: